Home / การออกเสียง / ทำความเข้าใจกับเสียงภาษาอังกฤษ

ทำความเข้าใจกับเสียงภาษาอังกฤษ

ก่อนที่คุณจะออกเสียงภาษาอังกฤษได้ถูกต้อง คุณควรทำความเข้าใจกับหลักการและแนวคิดพื้นฐานของเสียงภาษาอังกฤษ การทำงานร่วมกันของเสียง ซึ่งหัวข้อนี้ค่อนข้างซับซ้อน แต่เราไม่จำเป็นต้องทราบทุกเรื่อง สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญคือหลักการทั่วไปที่เป็นประโยชน์ต่อการออกเสียงภาษาอังกฤษให้คนฟังแล้วเข้าใจ

พยัญชนะไม่ใช่เสียงภาษาอังกฤษ

อันดับแรกเลย คุณต้องทราบว่าเสียงและพยัญชนะหรือตัวอักษรไม่ใช่สิ่งเดียวกัน  ตัวอักษรคือสัญลัญลักษณ์ เรามองเห็นแต่เราไม่ได้ยินเสียงตัวอักษร เสียงคือคลื่นที่หูเราได้ยินและแปลงมาเป็นเสียง เราได้ยินเสียงแต่เรามองไม่เห็นมัน ถึงแม้ว่าจะมีคนพูดถึง เสียง g หรือเสียง a แต่ g และ a เป็นตัวอักษร ไม่ใช่เสียง  ในระบบการสะกดคำภาษาอังกฤษ ตัวอักษรหลายๆตัวออกเสียงได้หลายแบบขึ้นอยู่กับคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่มีตัวอักษรนั้นเป็นส่วนประกอบ  ตัวอักษร g ออกเสียงต่างกันในคำว่า go และ gentle  และตัวอักษรในคำศัพท์บางคำก็ไม่มีเสียงเลย เช่นตัว k ในคำว่า knee หรือ e ในคำว่า gate

ดังนั้นคุณจึงควรระวังที่จะไม่สับสนระหว่างตัวอักษรและเสียงของตัวอักษร เมื่อเรากล่าวถึงการออกเสียง เรากำลังพูดถึง “เสียง” ไม่ใช่ตัวหนังสือหรือตัวอักษร

หน่วยเสียง (Phonemes) และ หน่วยเสียงย่อยของหน่วยเสียง (Allophones)

หน่วยเสียง หรือ Phonemes คือเสียงสระหรือพยัญชนะในภาษาอังกฤษ ซึ่งแยกเป็นเสียง หรือเป็นหน่วย ทุกๆภาษาต่างก็มีหน่วยเสียงเป็นของตนเอง และมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน

ตามความเป็นจริงแล้ว เสียงในภาษาพูดทุกเสียงออกเสียงต่างกัน และเสียงพูดเป็นเสียงที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมา ทุกๆครั้งที่คุณพูดออกมา เสียงก็จะต่างกันเล็กน้อย บางทีก็สังเกตุได้ง่ายแต่บางทีก็แทบจะสังเกตุไม่ได้เลย  แต่เรามักจะไม่ตระหนักถึงเสียงที่ต่างกันเพราะคนเราจำเสียงได้ในจำนวนจำกัด เช่นในภาษาอังกฤษจะมีโฟนีมส์ อยู่ 42 เสียง  เสียงพื้นฐานเหล่านี้คือหน่วยเสียงหรือ Phonemes ของภาษาอังกฤษ

ถ้าเสียงต่างกันและมีหลายรูปแบบ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า เสียงนี้คือโฟนีมเดียวกันหรือต่างกัน  เราสามารถทดสอบได้ง่ายๆ โดยการเปลี่ยนเสียงในคำศัพท์  ถ้าเปลี่ยนแล้วคำนั้นมีความหมายต่างออกไปหรือไม่มีความหมายเลย ก็แสดงว่าเสียงทั้งสองเสียงนั้นไม่ใช่โฟนีมอันเดียวกัน  เช่นถ้าพูดว่า talk (/tɔk/)ความหมายคือพูด แต่ถ้าเราพูดว่า walk (/wɔk/),ซึ่งหมายถึง เดิน  การเปลี่ยนจาก /t/ เป็น /w/ จะเปลี่ยนคำศัพท์จากคำเป็นอีกคำในทันที เพราะ /t/ และ /w/ เป็นโฟนีมคนละอันกันนั่นเอง  ถ้าเราเริ่มทดสอบเหมือนเดิมโดยพูดคำว่า talk เปลี่ยน /t/เป็น /z/ เราจะได้คำว่า  zalk เป็นเป็นคำที่ไม่มีความหมายและไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ดังนั้นเราจึงมั่นใจได้ว่า /t/และ /z/ ไม่ใช่โฟนีมอันเดียวกัน

ในทางกลับกัน ถ้าหากเราเปลี่ยนเสียงจากอีกเสียงหนึ่งเป็นอีกเสียง แต่ความหมายยังคงเหมือนเดิม นั่นก็แสดงว่าเสียยงนั้นเป็นโฟนีมอันเดียวกัน

เช่น ในคำว่า butter (/bʌtɚ/) เราสามารถออกเสียง / t/ ได้ต่างกัน อย่างในสำเนียงอเมริกัน ที่เวลาออกเสียงเร็วๆ เสียง /t/ จะกลายเป็นเสียงก้อง (voiced) d และคำศัพท์คำนั้นก็ความหมายไม่เปลี่ยนและยังคงเป็นคำว่า butter อยู่ และเรายังสามารถออกเสียงไม่ก้อง (voiceless)  /t/ ตามปกติได้ด้วย เพระไม่ว่าเราจะออกเสียงว่าว่า ‘budder’หรือ ‘butter’หรือออกเสียง /t/แบบมีเสียงลมแทรกเล็กน้อย ความหมายของคำก็เหมือนเดิม ดังนั้นเราจึงสรุปได้ว่าหน่วยเสียงทั้งสามเสียงนี้ไม่ใช่หน่วยที่แยกกันในภาษาอังกฤษ เพียงแต่เป็นโฟนีมที่ผันหรือเปลี่ยนแปลงได้ของเสียง /t/ รูปที่แตกต่างกันของเสียงแต่เวลาได้ยินแล้วยังคงเป็นเสียงของโฟนีมอันเดียวกันคือ Allophone หรือหน่วยเสียงย่อยของหน่วยเสียงนั่นเอง ซึ้งถึงแม้ว่าจะเขียนต่างกัน แต่ก็ทำหน้าเป็นเสียงเดียวกันในภาษาอังกฤษ โดยปกติแล้วแอลโลโฟนคือกลุ่มของเสียงที่เหมือนกันที่เจ้าของภาษาจำได้ว่าเป็นเสียงเดียวกัน  คนพูดแทบจะสังเกตุไม่ได้ว่าออกเสียงต่างกันเพราะพวกเขาคิดว่าเสียงเหล่านี้คือเสียงเดียวกันนั่นเอง

ประเภทของหน่วยเสียงย่อยของหน่วยเสียงหรือ Allophones

บางทีเราก็สามารถเลือกใช้แอลโลโฟนได้สามแบบ เช่นเรามักจะออกเสียง /p/ โดยทำริมฝีปากติดกัน แรงดันลมจะอยู่หลังริมฝีปากของเรา หลังจากนั้นเราก็จะปล่อยเสียงป็อบออกมา แต่เมื่อ /p/ มาอยู่ท้ายสุดในคำศัพท์ เราก็อาจจะออกเสียง /p/ ต่างออกไป โดยการทำริมฝีปากติดกัน และปล่อยให้แรงดันลมอยู่หลังริมฝีปากและหยุดอยู่แค่นั้น ไม่ต้องปล่อยลมออกมา เราสามารถเลือกวิธีออกเสียงได้เว่าจะออกเสียง /p/ แบบไหนเมื่อ /p/ อยู่ท้ายสุดของคำ ทั้งสองวิธีถูกต้องทั้งนั้นถึงแม้ว่าการออกเสียงแบบหนึ่งจะเป็นที่นิยมมากกว่าอีกแบบหนึ่ง

ในอีกกรณี สภาพแวดล้อมของโฟนีม หรือเสียงรอบๆโฟนีมก็เป็นตัวกำหนดว่าเราต้องใช้แอลโลโฟนแบบไหน เช่นในคำว่า car และคำว่า key ทั้งสองคำนี้มีเสียงต้นเสียงเดียวกันคือโฟนีม /k/ แต่ถ้าฟังให้ดีๆ จะเห็นว่าเสียงต่างกันเล็กน้อยและตำแหน่งของลิ้นก็ต่างกัน เมื่อเราออกเสียง /k/ ในคำว่า car ลิ้นจะอยู่ลึกลงไปในปากมากกว่าเวลาที่เราออกเสียงคำว่า key (ลองทดสอบโดยการออกออกเสียงทั้งสองคำนี้แบบกระซิบ คุณจะเห็นความแตกต่างได้ง่ายขึ้น)เสียง /k/ ออกเสียงต่างกันไปเพราะได้รับผลกระทบจากสระที่อยู่ตามหลังมัน สระทั้งสองตัวออกเสียงโดยมีการวางลิ้นในตำแหน่งที่ต่างกันในปาก และดึงให้เสียงลิ้น /k/ ไปอยู่ในตำแหน่งที่ต่างกันด้วย

About elle

ผู้จัดทำชื่อ “แอ๋ว” ชอบเรียนภาษาอังกฤษมาแต่ไหนแต่ไรเพราะคิดว่ามันง่ายแสนง่าย วิชาอะไรไม่รู้ไม่ต้องคำนวน แค่พูด อ่าน ฟัง และเขียนได้ ก็เรียนได้สบายเฉิบ สร้างเว็บนี้ขึ้นมาแบ่งปันเทคนิคการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อช่วยให้คนไทยเรียนอังกฤษได้แบบง่ายๆสบายๆ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*