Home / ไวยากรณ์ / รู้ไว้ก่อนเรียนแกรมม่า / กริยา (Verb) ในภาษาอังกฤษฉบับย่อ

กริยา (Verb) ในภาษาอังกฤษฉบับย่อ

จากที่เราทราบกันดีว่า ประโยคในภาษาอังกฤษประกอบไปด้วย ภาคประธาน + ภาคแสดง จากบทความเรื่อง “ประธานในภาษาอังกฤษ” คุณก็ได้ทราบแล้วว่าคำประเภทในบ้างที่เป็นประธานในของประโยคได้ บทความนี้จะกล่าวถึงภาคแสดง ภาคขบาย หรือกริยาในภาษาอังกฤษนั่นเอง

ประโยคในภาษาอังกฤษจะไม่สมบูรณ์หากไม่มีกริยา หรือ verb กริยาคือการแสดงออกของประธาน ทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์ หลักๆแล้วแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังต่อไปนี้

1) Transitive Verb หรือเรียกว่า สกรรมกริยา เป็น verb ที่ต้องมี Object หรือ กรรม มารองรับเสียก่อนประโยคถึงจะสมบูรณ์ เช่น

ตัวอย่างประโยค

ฟังเสียง

หัดออกเสียง

ความหมาย

I eat an apple.  [sc_embed_player fileurl=”http://engacademy.org/wp-content/uploads/2013/12/i-eat-an-apple.mp3″] อาย อิท แท่น แนปเพิ่ล ฉันกินแอปเปิ้ล
I bought a pen yesterday.  [sc_embed_player fileurl=”http://engacademy.org/wp-content/uploads/2013/12/i-bought-a-pen-yesterday.mp3″] อาย บ็อท ทะ เพ่น เยสเทอะเดย์ ฉันซื้อปากปาเมื่อวาน
She drives a black car.  [sc_embed_player fileurl=”http://engacademy.org/wp-content/uploads/2013/12/she-drives-a-black-car.mp3″] ชี่ ไดร์ฟ ฟวะ เเบล็ก ค่าร์ หล่อนขับรถสีดำ

2. Intransitive Verb หรือ อกรรมกริยา เป็น verb ที่ไม่จำเป็นต้องมี Object หรือ กรรม มารองรับประโยคก็มีใจความสมบูรณ์ เช่น

ตัวอย่างประโยค

ฟังเสียง

หัดออกเสียง

ความหมาย

Fish swims fast.  [sc_embed_player fileurl=”http://engacademy.org/wp-content/uploads/2013/12/fish-swims-fast.mp3″] ฟิช สวิ่มส แฟสต ปลาว่ายน้ำเร็ว
We sleep at night.  [sc_embed_player fileurl=”http://engacademy.org/wp-content/uploads/2013/12/we-sleep-at-night.mp3″] วี่ สลีฟ แพ็ด ไน่ท เรานอนตอนกลางคืน
My friend sneezes.  [sc_embed_player fileurl=”http://engacademy.org/wp-content/uploads/2013/12/my-friend-sneezes.mp3″] มัย เฟรนด สนีซิส เพื่อนฉันจาม

นอกจากกริยาจะเเบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆตามที่กล่าวมาแล้ว ยังแบ่งแยกย่อยได้ตามการใช้งานอีกด้วย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 14 ประเภทคือ

  1. Principal Verb =  กริยาหลัก บางคนก็เรียน Finite Verb เป็นกริยาตัวยืนของประโยค และประโยคหนึ่งจะมีกริยาหลักเพียงตัวเดียวเท่านั้น เช่น He went to school with his friends.
  2. Non-Finite Verb = กริยาไม่แท้  ดูจากรูปคำแล้วก็เหมือนกับกริยาทั่วไป เพียงแต่ว่าไม่ได้เป็นกริยาหลักของประโยค ส่วนใหญ่มักเป็นส่วนขนายของกริยาหลัก เช่น He loves to eat fruits in the morning.
  3. Auxiliary Verb = กริยาช่วย มีอยู่ทั้งหมด 24 ตัวคือ is, am , are, was, were, has, have, had, do, does, did, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, need, dare, ought to, used to
  4. Verb of Incomplete Predication = กริยาที่ไม่สมบูรณ์ความ  เป็นกริยาที่อยู่โดดๆแล้วใจความไม่สมบูรณ์ จะต้องมีส่วนอื่นมาขยาย ตัวอย่างของกริยาพวกนี้คือ is, am, are, was, were, feel, become, look, seem, appear, grow เป็นต้น
  5. Defective Verb = กริยาที่มีรูปไม่ครบสามส่วน  โดยทั่วไปแล้วกริยาจะมี 3 ช่อง จะแจกรูปได้ดังนี้ see-saw-seen แต่มีกริยาบางจำพวกที่มีแค่ 2 รูป เช่น can-could, will- would
  6. Regular Verb = กริยาปกติ คือกริยาที่ผัดเป็นช่อง 2 และ 3 ได้โดยการเติม -ed เช่น work-worked-worked
  7. Irregular Verb = กริยาอปกติ คือกริยาเวลาผันรูป 3 ช่องแล้วไม่สามารถเติม -ed ได้ เช่น drink-drank-drunk
  8. Anomalous Verb = กริยาพิเศษ ซึ่งจริงๆแล้วก็คือ Auxiliary Verb นั่นเอง  สาเหตุที่เรียกต่างกันเพราะรูปแบบการใช้งาน  ตัวอย่างเช่น “Mark is a man who drinks a lot of coffee. ” ประโยคนี้ “is” เป็นกริยาพิเศษ หรือ Anomalous Verb เพราะทำหน้าที่เป็นกริยาแท้ของประโยค ในขณะที่ “is” ในประโยคนี้เป็น Auxiliary Verb ” Mark is drinking coffee.”  “is” ในประโยคที่สองเป็นกริยาช่วย นำมาขยายกริยา “drinking” อีกทีหนึ่ง
  9. Ordinary Verb = กริยาสามัญ  การใช้กริยาแบบนี้มีกฎอยู่ว่า เมื่อใดก็ตามที่ประธานของประโยคเป็นเอกพจน์หรือเอกพจน์บุรุษที่ 3 กริยานั้นต้องเดิม “s” เช่น “Mark drinks coffee.”.
  10. Two-Word Verb = กริยาผสม เป็นกริยาที่ใช้คู่กับบุรพบท ซึ่งหากแยกกันอยู่เมื่อไหร่ ความหมายก็จะไม่เป็นไปตามที่ต้องการทันที เช่น I put on my shoes before I step out.
  11. Chain Verb = กริยาลูกโซ่  เป็นกริยาที่เวลาพูดหรือเขียนต้องมีกริยาอื่นตามหลังถึงจะมีความหมาย ส่วนใหญ่ (แต่ไม่ทั้งหมด) แล้วเป็น Anomalous Verb  เช่น I used to live in a small town.
  12. Echo Verb = กริยาที่ใช้แทนกริยาที่กล่าวมาก่อนแล้ว เพื่อไม่ให้ต้องกล่าวกริยานั้นซ้ำๆซากๆ เช่น “Does Mark like to smoke?” “Yes, he does. ” Does ในตำตอบใช้แทน “Mike likes to smoke” เพราะไม่ต้องการตอบซ้ำๆอีกนั่นเอง
  13. Linking Verb = กริยาที่ต้องตามด้วย Noun, Adjective, หรือ Adverb ถึงจะมีใจความสมบูรณ์  ตัวอย่างของกริยาประเภทนี้คือ Verb to be, become, get, grow, look, feel, seem, smell, remain, turn, sound, taste, appear ตัวอย่างประโยคเช่น It gets cold when the temperature drops. จะเห็นว่า Get ตามหลังด้วย Adjective “Cold”
  14. Modal Verb = จริงๆแล้วกริยาพวกนี้คือ Auxiliary Verb (บางส่วนแต่ไม่ทั้งหมด) ส่วนใหญ่มักใช้ร่วมกับกริยาอื่รของประโยค เช่น  can, could, will, would, may, might, shall, should, และ must เช่น I can cook Italian food.

(ทีมา: หนังสือ Advanced English Grammar For High Learner โดย สำราญ คำยิ่ง )

About elle

ผู้จัดทำชื่อ “แอ๋ว” ชอบเรียนภาษาอังกฤษมาแต่ไหนแต่ไรเพราะคิดว่ามันง่ายแสนง่าย วิชาอะไรไม่รู้ไม่ต้องคำนวน แค่พูด อ่าน ฟัง และเขียนได้ ก็เรียนได้สบายเฉิบ สร้างเว็บนี้ขึ้นมาแบ่งปันเทคนิคการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อช่วยให้คนไทยเรียนอังกฤษได้แบบง่ายๆสบายๆ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*